|
ศิลปะ
ชนชาติเกาหลีได้ถ่ายทอดความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะผ่านทางดนตรี
นาฎศิลป์ และจิตรกรรม ซึ่งได้มีการพัฒนา
มาตลอดระยะเวลา 5,000 ปีของประวัติศาสตร์เกาหลี แม้ว่าศิลปะตะวันตกในรูปแบบต่าง
ๆ จะแพร่หลายอยู่ใน
ประเทศ แต่ศิลปะเกาหลีอันมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
ไม่ว่าจะในลักษณะดั้งเดิม
หรือผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย |
ดนตรีประจำชาติ
ชนชาติเกาหลีมีดนตรีที่เรียกว่า
คุกอัก มีที่มาคล้ายคลึงกับดนตรีจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าเราสามารถสัมผัสดนตรีชนิดนี้
ได้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่า ดนตรีเกาหลีมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจากดนตรีชนิดอื่น
ๆ ในแถบเอเชียตะวันออก
กล่าวคือ ดนตรีเกาหลีประกอบด้วยสามจังหวะในหนึ่งห้อง ในขณะที่ดนตรีจีนและญี่ปุ่นมีสองจังหวะในหนึ่งห้อง
คุกอัก แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ชองอัก หรือดนตรีในราชสำนัก
และมินซกอัน หรือดนตรีพื้นบ้าน ชองอัก
ซึ่งเป็นดนตรีชั้นสูง มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น และซับซ้อน
ส่วนมินซกอัก ได้แก่ ดนตรีของชาวนาชาวไร่
พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดงความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์
มีจังหวะที่รวดเร็วและกระฉับกระเฉง |
นาฏศิลป์
ศิลปะการร่ายรำแบบเกาหลีแบ่งออกเป็น
2 ประเภทเช่นเดียวกับดนตรี คือ แบบราชสำนักและแบบพื้นบ้าน
ในแบบฉบับของราชสำนักนั้น ท่าทางของการรำจะช้าและสง่างาม
ซึ่งสะท้อนปรัชญาของการเดินสายกลางและ
การระงับอารมณ์ความรู้สึก เป็นอิทธิพลมาจากปรัชญาขงจื้อ
ในทางตรงกันข้าม
ระบำพื้นบ้านซึ่งสะท้อนชีวิตการทำงานและศาสนาของสามัญชนจะใช้จังหวะและทำนองที่สนุกสนาน
เป็นลักษณะของการแสดงออกที่เป็นอิสระและมีชีวิตชีวาของคนเกาหลี
เช่น ระบำของชาวนาชาวไร่ ระบำหน้ากาก
และการร่ายรำทางไสยศาสตร์
การได้รู้จักและเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์เกาหลีจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจวัฒนธรรมของคนเกาหลีใต้มากยิ่งขึ้น
|
จิตรกรรมแบบดั้งเดิม
จิตรกรรมแบบเกาหลีแตกต่างจากรูปแบบของตะวันตกอย่างสิ้นเชิงด้วยลักษณะลายเส้นและการให้สีซึ่งเป็น
แบบฉบับเฉพาะตัวของศิลปะตะวันออก การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจิตรกรรมโบราณในสุสาน
หลวงจากยุคสามอาณาจักร (57 ปีก่อนคริสตศักราช ค.ศ. 668)
ช่วยให้เราสามารถเข้าใจวิถีชีวิตของคน
ในสมัยนั้น
ต่อมาในสมัยราชวงศ์โคเรียว (ค.ศ.918-1392) ศาสนาพุทธมีความเจริญรุ่งเรืองถึงจุดสูงสุด
มีงานจิตรกรรม
แบบพุทธ และศิลปวัตถุอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมายในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ส่วนในสมัยราชวงศ์โชซอน
(ค.ศ.1392-1910) ลัทธิขงจื้อได้กลายเป็นหลักปรัชญาในการบริหารประเทศ
บรรดาปัญญาชนในสมัยนั้นจึงผลิตงานศิลปะที่แสดงถึงอิทธิพลของลัทธิขงจื้อและศิลปะแบบจีน
ในขณะเดียวกัน จิตรกรรมพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่สามัญชนกลับไม่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดใดความคิดหนึ่ง
จึงมีการใช้
เทคนิคการเขียนภาพที่เป็นอิสระ แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึก
รวมทั้งใช้สีสันสดใส เพื่อสื่อถึงพลัง อารมณ์
และความรื่นเริง สำหรับโรงเรียนสอนด้านจิตรกรรมทั้งของแบบเกาหลีและตะวันตกที่เปิดอยู่ในเกาหลี
ปัจจุบันก็มีผลงานบางชิ้นที่ผสมผสานกัน
|
ขนบธรรมเนียมและประเพณี
การเคารพผู้มีอาวุโส
โครงสร้างทางสังคมแบบขงจื้อที่มีมานานยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น
ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทาง
ด้านนี้บ้าง วัยวุฒิและอาวุโสยังมีความหมายมากและผู้เยาว์จะต้องเคารพคำสั่งของผู้อาวุโสโดยปราศจาก
ข้อโต้แย้ง ดังนั้นบ่อยครั้งเราจะถูกถามว่าอายุเท่าใด และถามถึงสถานภาพทางการสมรส
(เป็นที่น่าแปลกอยู่
ทีเดียวที่ไม่ว่าเราจะอายุมากเพียงใด เราจะไม่ถือเป็นผู้ใหญ่หากเรายังไม่สมรส
อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ยึดถือกัน
ในแต่ละครอบครัว) เพื่อจะคะเนถูกถึงความอาวุโสของเราต่อผู้อื่น
อย่างไรก็ตามการที่ถูกถาม
ก็มิได้หมายความว่าผู้ถามต้องการล่วงล้ำเข้ามาในโลกส่วนตัวของเรา
แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้น
หากเราไม่ต้องการ
|
ชื่อ
| เกาหลีใต้ให้เสรีภาพประชาชนในการนับถือศาสนา
ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ลัทธิขงจื้อ และลัทธิทรงเจ้า
บูชาผี นอกจากนี้ยังมีศาสนาย่อย ๆ ที่เกิดใหม่จากการผสมผสานแนวคิดบางอย่างในศาสนาดั้งเดิม
|
การสมรส
ชาวเกาหลีถือว่าการสมรสนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต
และการหย่าร้างถือว่าเป็นความตกต่ำเสียชื่อเสียง
ไม่เพียงแต่สำหรับคู่สมรสเท่านั้น แต่รวมไปถึงครอบครัวเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม อัตราหย่าร้าง
ในปัจจุบันก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเร็วพอควร
การประกอบพิธีสมรสในปัจจุบันแตกต่างไปจากในสมัยโบราณ นั่นคือในปัจจุบันนี้พิธีจะเริ่มด้วยแบบทางตะวันตก
นั่นคือมีการสวมชุดวิวาห์สีขาวสำหรับเจ้าสาวและทัคซีโดสำหรับเจ้าบ่าว
โดยประกอบพิธีในห้องจัดพิธีวิวาห์
หรือในโบสถ์ ต่อมาช่วงบ่ายจะมีพิธีแบบดั้งเดิมในสถานที่ใหม่ด้วยชุดวิวาห์ที่มีสีสันงดงาม
|
เจเย
(พิธีเคารพบูชาบรรพบุรุษ)
ตามหลักความเชื่อดั้งเดิมของเกาหลีนั้น
เมื่อบุคคลหนึ่งสิ้นชีวิตลง วิญญาณของเขายังไม่ไปไหน แต่ยังวนเวียน
อยู่ใกล้เป็นเวลากว่า 4 ชั่วคนทีเดียว ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ผู้ตายยังถูกถือว่าเป็นสมาชิกของครอบครัว
ความสัมพันธ์อันนี้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยพิธีเจเย ซึ่งจัดขึ้นในวันพิเศษต่างๆ
เช่น ซอลัล และชูซก
รวมทั้งวันครบรอบวันเสียชีวิตของบรรพบุรุษเหล่านั้น ชาวเกาหลีเชื่อว่าการที่เขามีชีวิต
อยู่อย่างมีความสุขนั้นก็ด้วยพรอันประเสริฐซึ่งบรรพบุรุษให้ไว้นั่นเอง
|
ภาษากาย
เมื่อต้องการกวักมือเรียกผู้อื่นนั้น
ควรคว่ำมือลงและกวักนิ้วเรียกโดยใช้นิ้วชิดกัน การกวักมือเรียกโดยหงาย
ฝ่ามือขึ้นนั้นไม่สุภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้นิ้วกวักเรียก
เพราะถือเป็นกิริยาเรียกสุนัข สำหรับชาวเกาหลี
|
ฮันบก
ฮันบกเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติเกาหลีมาเป็นเวลาพัน
ๆ ปีมาแล้ว
ความงามและความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมเกาหลีจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางภาพถ่ายของสุภาพสตรี
ในเครื่องแต่งกายฮันบกนี้
ก่อนที่วัฒนธรรมการแต่งกายแบบตะวันตกจะได้เข้ามาในเกาหลีเมื่อร้อยปีมาแล้วนั้น
หญิงชาวเกาหลีจะสวมชุด
ฮันบกเป็นปกติทุกวัน ส่วนสุภาพบุรุษจะสวมชอโกรี (เสื้อนอกแบบเกาหลี)
และพาจิ (กางเกงขายาว) ในขณะที่
สุภาพสตรีสวมชอกอรีและชีมา (กระโปรง) ในปัจจุบันชุดประจำชาติฮันบก
จะใช้สวมเฉพาะในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
เช่น งานมงคลสมรส วันซอลลัล (วันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ)
หรือวันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า)
|
อนดอล
ตามประเพณีของเกาหลีนั้นห้องต่าง
ๆ จะใช้เพื่อจุดประสงค์หลาย ๆ อย่าง และไม่มีการใช้หรือเรียกห้องตาม
การใช้งานของมัน เช่น ห้องนอน หรือห้องอาหาร เป็นต้น แต่จะมีการนำโต๊ะและเสื่อเข้าไปไว้ตามห้องต่าง
ๆ
ตามจุดประสงค์การใช้งาน ประชาชนส่วนใหญ่จะนอนบนเสื่อหนาปูบนพื้น
ใต้พื้นห้องจะมีท่อระบายอากาศที่
ทำด้วยหินหรือคอนกรีต ในสมัยโบราณลมร้อนจะถูกระบายผ่านช่องเพื่อให้เกิดความร้อน
ดินเหนียวและ
ปูนจะถูกนำมาวางบนหิน เพื่อป้องกันผู้อยู่อาศัยมิให้ถูกกระทบด้วยก๊าซพิษ
ระบบทำความร้อนใต้พื้นนี้เรียกว่า
อนดอล ในยุคปัจจุบันใช้ท่อน้ำร้อนให้ไหลผ่านพื้นซีเมนต์ซึ่งคลุมด้วยพรมน้ำมัน
|
คิมจาง
คิมจางเป็นวิธีการเตรียมผักดองกิมจิในฤดูหนาวของชาวเกาหลีแต่ดั้งเดิม
และสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่นมา
หลายชั่วคนแล้ว ในเกาหลีนั้นจะมีผักน้อยประเภทมากและก็ปลูกได้ระหว่าง
3-4 เดือนสุดท้ายของปีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีคิมจางช่วงต้นฤดูหนาว เพื่อทำอาหารซึ่งกลายมาเป็นอาหารประจำของชาวเกาหลี
โต๊ะอาหาร
ในเกาหลีจะขาดกิมจิไม่ได้เลย
|
การแพทย์แบบตะวันออก
การแพทย์ตะวันออกถือหลักว่าสาเหตุแห่งโรคคือ
พละกำลังที่ถดถอยและภูมิต้านทานที่อ่อนลง
ไม่ได้เกี่ยวกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยเฉพาะ แต่เป็นการเสียสมดุลของพลังแห่งชีวิตในร่างกายโดยรวม
ดังนั้นการแพทย์ตะวันออกจึงใช้วิธีรักษาโดยใช้หลักฟื้นฟูระบบภูมิต้านทานและเสริมสร้างความประสานกลมกลืน
ของร่างกายโดยรวม มิใช่โดยวิธีกำจัดเชื้อโรค
วิธีรักษาแบบตะวันออกมีทั้ง การบริโภคยาสมุนไพร การฝังเข็ม
การใช้ลูกประคบ และการบำบัดโดย
การคว่ำถ้วยสูญญากาศ |
<<กลับหน้า
1 |